|
|
ตามรู้ในปัจจุบัน ๔
ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
|
เพื่อให้จิตมันหยุดมันนิ่ง เมื่อจิตหยุดจิตนิ่งแล้ว จิตสงบเราจะรู้ ทีนี้เราจะรู้เราจะเห็น อันนี้เป็นความรู้เห็นด้วยตนเอง แต่ก่อนอื่น ต้องผ่านขั้นตอน ในเบื้องแรกเบื้องต้น ที่กล่าวมานี้เสียก่อน คือให้พยายามทำใจให้สงบให้ได้ ให้ใจนี้อยู่กับลมหายใจเข้า อยู่กับลมหายใจออกให้ได้ มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม เราอย่าหวั่นไหวอย่าลืมตา อย่ามองซ้ายอย่ามองขวา อย่าคิดหน้าคิดหลัง อย่าคิดอดีตอนาคต ให้ดูให้รู้อยู่ในปัจจุบัน เมื่อจิตสงบ มันจะเกิดความสุขขึ้นในจิตใจ เป็นสุขสบายอย่างที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เมื่อเกิดความสุขอันนั้นแล้ว เราอย่าไปหลงยึดหลงติด อย่าหลงสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นสุข เพราะความสุขนั้น เป็นความสุขชั่วครู่หนึ่งขณะหนึ่ง ในขณะที่ เราทำสมาธิเท่านั้น ถ้าเราออกจากสมาธิแล้ว ก็จะเกิดความทุกข์ความวุ่นวายอีก ฉะนั้นให้เห็นความสุขนั้น เป็นความสุข สักแต่ว่า
เมื่อมันสุขเกิดขึ้น ความสุขที่เกิดขึ้นกับสมาธินี่ บางทีบางครั้งมันสุขไปได้นาน ทำเมื่อไหร่ก็เป็นสุข ทำเมื่อไหร่ก็สบาย เลยไม่อยากทำอะไร อยากจะทำแต่สมาธิอยู่อย่างนั้น อันนี้ก็เป็นมิจฉาสมาธิได้ เพราะความเป็นจริงแล้ว ท่านไม่ให้ไปยึดติด ในความสุขที่เกิดขึ้น แต่ท่านให้พินิจพิจารณา ในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นต้นว่า ความสุขที่มันเกิดขึ้น ก็ให้พิจารณาว่า สุขนี้เป็นของสักแต่ว่า สงบนี้ก็เป็นของสักแต่ว่า เพราะความสงบกับความไม่สงบนั้น มันอยู่ในที่เดียวกัน ถ้ามันหมดจากความสงบแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ก็คือความวุ่นวายความสับสนต่างๆจะเกิดขึ้น
เมื่อความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้น ก็ไม่ต้องไปตกใจ ไม่ต้องไปวิตกกังวลใดๆทั้งสิ้น สงบอยู่ในความวิตกกังวลนั้น พยายามกำหนดดูกำหนดรู้ ที่ลมหายใจเข้า กำหนดดูกำหนดรู้ อยู่ที่ลมหายใจออก ให้ดูให้รู้ให้เห็นอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา ทั้งในปัจจุบันนี้และในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ถ้าพูดภาษาธรรมะ ท่านว่าเป็นอตีตารมย์ อนาคตารมย์ คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กับอารมณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เมื่อเราเข้าไปยึดไปถือ จะทำให้เกิดทุกข์ เมื่อเราพินิจพิจารณา ให้รู้ให้เข้าใจในอารมณ์นั้น ว่าเป็นของไม่เที่ยง แล้วความยึดมั่นถือมั่นไม่มี ความทุกข์มันก็ไม่เกิด อารมณ์นั้นก็เป็นอนัตตา คือว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เราอย่าไปสำคัญมั่นหมายว่า เป็นเราเป็นของๆเรา เพราะว่าความดีใจความเสียใจ ความ สมหวังความไม่สมหวัง เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่อย่างนี้ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และก็จะเป็นในอนาคตข้างหน้า ความรู้เห็นตามความเป็นจริงอันนี้ ท่านถือว่า เป็นความรู้เห็นที่เกิดขึ้น จากสมาธิจิตซึ่งมีปัญญาเป็นเครื่องกำกับ เพราะการทำสมาธิก็เพื่อให้เกิดปัญญา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ในความเป็นจริงทั้งหลายในโลก เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้ว เราก็พยายามพัฒนาจิตใจของเรา
« ย้อนกลับ
หน้า ๔ จาก ๑๐
หน้าถัดไป »
|
|

หอระฆัง
สติมา สุขเมธติ
คนมีสติ
ย่อมได้รับความสุข
|
|