หน้าแรก
มุทิตาสักการะ


ประวัติวัด
บทสวดมนต์
หลวงพ่อเทศน์
เสียง/วีดีโอ


สมุดเยี่ยม
อ่านข้อความ
ติดต่อทางวัด



วัดอุดมวารี © ๒๐๐๖
     สมบัติของโลก   ๕
     ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
       ถ้าไม่มีธรรมชาติ ไม่มีป่าไม่มีเขา เราก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีน้ำไม่มีต้นไม้ ชีวิตของเราก็อยู่ลำบาก ไม่มีแผ่นดิน เราก็ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหน ฉะนั้น เมื่อเราต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งเหล่านี้ เราก็ต้องดูแลต้องรักษา ก็อย่างที่พูดให้ฟัง ตั้งแต่เบื้องแรกว่า เรามีร่างกาย ถึงมันจะแก่มันชรา มันจะเจ็บมันจะปวด เราก็ยัง ต้องอาศัยอันนี้อยู่ ก็ต้องดูแลรักษาเอาไว้ เพราะถ้าไม่มีอันนี้ เราก็ไม่ได้มาปฏิบัติภาวนา

       เห็นคนตายที่ไหนลุกมาภาวนาบ้าง มีแต่คนที่มีแก่ มีเจ็บมีตายนี่แหละ ที่มาภาวนากันอยู่ แล้วก็ไม่มีคนตายที่ไหน มาบวชอีกเหมือนกัน มีแต่คนที่ยังหลงรักหลงชอบ หลงโกรธ หลงเกลียด พอใจไม่พอใจมาบวช อยากได้อยากดี อยากร่ำอยากรวย อยากสวยอยากงาม มาบวชกัน

       ร่างกายมันเสื่อมไป สลายไป ทรุดโทรมไป ก็ให้มันเสื่อมมันสลาย มันทรุดโทรม ไปตามกาลตามเวลาของมัน เมื่อเราพยายามที่จะดูแลรักษาไว้ ก็รู้อยู่ว่า มันรักษาไว้ไม่ได้ ไม่อยู่ ไม่มีใครไปห้ามแก่ห้ามเจ็บ ไม่มีใครไปห้ามตายได้ เมื่อมันห้ามไม่ได้ ก็ไม่ใช่ว่า เราจะไปทำลาย ให้มันแก่เร็วขึ้น เจ็บเร็วขึ้นตายเร็วขึ้น ไม่ใช่อย่างนั้น อะไรที่มันพอจะแก้ไขได้ ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่ถาวรหรอก ก็แก้ไขกันไปก่อน พอที่จะแก้ได้อยู่

       อย่างเป็นต้นว่า การเปลี่ยนอิริยาบถ นั่งท่านี้นานๆ มันปวดแข้งปวดขา ปวดหลังปวดเอว มันปวดไปหมด แม้กระทั่งไหล ่แม้กระทั่งคอ ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย พอแก่มาชรามา มันเจ็บไปหมดทุกที่ แทนที่นั่งอย่างนี้ มันจะปวดก้นปวดขา เปล่า มันไปปวดคอโน่น ปวดไหล่โน่น มันปวดไปหมด มันไม่ได้เกี่ยวกันสักหน่อยเลย ที่ไหนมันก็หนักหมด หัวนี่มันก็นักหนัก ซึ่งมันไม่น่าจะหนักถึงขนาดนั้น มันตั้งอยู่บนบ่า ก้นเป็นคนนั่ง แต่มันไปหนักหัวโน่น มันหย่อนลงหย่อนลง หัวมันหนักกว่าก้น สังเกตุดูสิ พอนั่งนานๆคอตกหัวหย่อน แสดงว่ามันหนัก

       ฉะนั้นท่านจึงว่าให้ประคองเอาไว้ พร้อมกันนั้น ก็ให้ประคองจิต ประคองใจของเราไปด้วย ให้มันแก่แต่กาย ให้มันเจ็บแต่กาย อย่าให้ใจมันเจ็บ อย่าให้ใจมันแก่ จริงๆแล้ว ใจมันไม่แก่ไม่เจ็บกับใครหรอก มันไม่ตายกับใครด้วย แต่ที่ มันแก่มันเจ็บมันตายนั้น มันเป็นเรื่องของทางร่างกายสังขาร ปฏิบัติภาวนา ต้องพยายาม แยกกายแยกจิต ออกจากกันให้ได้ อย่าให้มันไปหมกมุ่น เกี่ยวข้องวุ่นวาย จนแยกไม่ออก จนไม่รู้ ว่าอะไรคือจิต อะไรคือกาย ที่ไหนจิตเข้าไปจับไปจองไว้หมด ทุกอะตอม ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกขุมขน เป็นเราไปหมด ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ภาวนามันจะไม่สงบ มันจะมีแต่เวทนา มันจะมีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้น ภาวนาไปมันก็ท้อไป ภาวนาไป มันก็เหนื่อยหน่ายไป ภาวนาไป มันอึดอัดขัดข้องไป ไม่สงบไม่สบาย เดี๋ยวก็หาเรื่องลุก หาเรื่องหนีเท่านั้นแหละ ไปหาที่ๆมันสบาย พอไปแล้วนึกว่ามันจะสบาย มันก็ไม่สบายอีก ยิ่งหนักกว่าเก่า ยิ่งทุกข์หนักกว่าเก่า

       ถ้าหากว่าสู้ได้ทนได้ ฝึกได้หัดได้ แยกกายกับจิต ออกจากกันได้ ถึงกายก้อนนี้ จะเป็นอะไรยังไง จิตมันก็สบายอยู่อย่างนั้น จะเจ็บมันก็สบาย จะปวดก็สบาย ความรู้สึกมันไม่มี มันหมดความรู้สึก มีแต่จิตรู้ มีแต่จิตปัญญา มีแต่ญาณทัศนะ ปรากฏขึ้น คำว่ารู้สึกเจ็บ รู้สึกปวด รู้สึกว่าสบาย มันจะไม่มี ความรู้สึก มันจะหมดไป ในขณะที่จิตตั้งมั่น แต่ถ้าจิตไม่สงบ จิตไม่ตั้งมั่น มันจะมีความรู้สึกปรากฎขึ้นให้เราเห็น


« ย้อนกลับ     หน้า ๕ จาก ๘     หน้าถัดไป »






ข้างโบสถ์


หุตฺวา อภาว
มีแล้วหาไม่
เกิดแล้วดับไป