|
|
สมบัติของโลก ๒
ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
|
เมื่อเอาจิต เข้าไปดูเข้าไปรู้แล้ว จะรู้แจ้งเห็นจริงว่า กายนี้ท่านว่าสักแต่ว่ากาย ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา นั้นเป็นจริง อย่างที่ท่านว่าหรือไม่ เป็นจริงอย่างที่ แบบที่ตำราเขียนไว้หรือเปล่า จะรู้ได้เห็นได้ก็ต่อเมื่อ เราหมั่นทำความเพียร หมั่นฝึกหมั่นปฏิบัติ ก่อนที่จะไปรู้ไปเห็นตรงนั้น ต้องให้จิตมันสงบก่อน ให้จิตมันสงบ ให้จิตมันตั้งมั่นก่อน จึงจะรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า จิตนี้ก็สักแต่ว่าจิต ความสงบนี้ ก็สักแต่ว่าความสงบ
เมื่อเราเห็นตรงนั้นแล้วนี่ ปัญญามันจึงจะเกิดขึ้น ความรู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริงตามธรรมะ จึงจะปรากฏขึ้นให้เราได้เห็น ให้เราได้สัมผัส ซึ่งเรียกได้อีกภาษาหนึ่งก็ว่า ญาณทัศนะ คือการรู้เห็นด้วยปัญญา ปัญญาญาณทัศนะแปลว่า ความรู้เห็น ญาณหรือปัญญา แปลว่าความรู้ ครูบาอาจารย์ผู้ที่ ท่านได้ฝึกได้หัด ได้ประพฤติปฏิบัติมาก่อน ได้รู้ได้สัมผัสความเป็นจริง ก่อนที่เราท่านทั้งหลาย จะได้รู้ได้สัมผัส
ท่านก็นำเอาแบบอย่าง การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ มาบอกกล่าวสั่งสอน ให้เราทั้งหลายได้กระทำกัน ได้ประพฤติปฏิบัติกัน แล้วก็ได้เข้าไป สัมผัสด้วยตัวเอง เป็นธรรมปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน เห็นได้เฉพาะตน เราเป็นผู้รู้ เราเป็นผู้เห็น เราเองเป็นสักขีพยาน ในการรู้เห็นของเราเอง ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องอาศัยการประพฤติปฏิบัติ อาศัยการให้ทาน อาศัยการรักษาศีล อาศัยการเจริญภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา สวดมนต์ไหว้พระ ทั้งหลายที่กล่าวมานี้ นั่นคือเหตุคือปัจจัย เพื่อจะยัง ปัญญาให้เกิดขึ้น ความรู้ให้เกิดขึ้น
ทุกวันนี้ จิตมันยังไม่รู้ ยังลุ่มหลงอยู่ มีอวิชชา มีความหลงครอบงำอยู่ ตามความรู้สึกของเรา เราก็ว่าเรารู้ เป็นความรู้ที่เชื่อไม่ได้ ยังเป็นความรู้แบบโลกๆอยู่ ซึ่งไม่ใช่ ความรู้ แบบพระพุทธเจ้าพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่ท่านได้รู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริง แต่เรารู้ไม่แจ้งไม่จริงรู้แบบอวิชชา รู้แบบตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง คือคิดว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น คิดว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ บางทีบางครั้ง ได้เรียนได้อ่านได้ศึกษามากๆเข้า ก็จะเอา ความรู้แบบสัมผัสเหล่านั้น ที่ได้เรียนได้อ่านได้ศึกษา มาเป็นอารมณ์ ซึ่งเกิดความรู้สึกขึ้นในจิตใจ ความรู้ความเข้าใจ ตามที่เราคิดได้สัมผัสได้ ความรู้อันนั้นเป็นความรู้ ที่เกิดขึ้นจากสัญญา ไม่ใช่ความรู้ ที่เกิดขึ้นจากปัญญา ไม่สามารถที่จะ ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ รู้มากก็ทุกข์มาก รู้ทั้งหมดทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ก็เป็น แต่เพียงความรู้สึกเท่านั้น เพราะอาศัยการศึกษา จึงเป็นแต่ เพียงคาดเดาเท่านั้น เดาว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ มันเป็นแต่เพียงความคิด ซึ่งเป็นความคิดของเรา ที่เกิดความพอใจว่า อันนั้นดีอันนั้นไม่ดี เอาตัวเราเข้าไปตัดสิน มันเป็นเรื่องไม่จริง อันที่จริง ตัวเราจะไปตัดสินตรงนั้นไม่ได้ เมื่อนำ ตัวเรา เข้าไปตัดสิน มันก็ไม่ถูกไม่ต้อง มันเป็นความรู้จำ
จะรู้อะไรก็แล้วแต่ มันเป็นความรู้ทางโลก รู้จากการได้ยินได้ฟัง รู้จากการอ่านการศึกษา รู้จากแบบจากตำรา รู้แบบนี้ไม่สามารถ จะทำลายกิเลสและตัณหา ที่มันเกิดขึ้นได้ ความรู้แบบนี้ ทำให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น ทำให้เกิดทิฐิมากขึ้น ที่เราได้ดูได้รู้ได้เห็นบุคคลต่างๆ ที่สำคัญตนผิด ที่เขาบอกว่าเขาถูก คิดว่าเราดีกว่าเขา คิดว่าเราเลิศกว่าเขา คิดว่าเรารู้มากกว่าเขา นี่เป็นความรู้สึกทั้งหมด ถ้าจะพูดตามหลักธรรมคำสั่งสอนแล้ว คิดว่าเราเสมอเขา คิดว่าเราเลวกว่าเขา เป็นเรื่องของทิฐิมานะ เรื่องของการเห็นแก่ตัว เรื่องของการถือตนถือตัว สำคัญตนสำคัญตัว ไม่ใช่เรื่อง การละการปล่อยการวาง ไม่ใช่เรื่องของปัญญา ที่จะนำมา ซึ่งความหลุดพ้น ยิ่งสำคัญตัวมากเท่าไหร่ กิเลสตัณหา มันก็มากเท่านั้น
« ย้อนกลับ
หน้า ๒ จาก ๘
หน้าถัดไป »
|
|

ข้างโบสถ์
หุตฺวา อภาว
มีแล้วหาไม่
เกิดแล้วดับไป
|
|