หน้าแรก
มุทิตาสักการะ


ประวัติวัด
บทสวดมนต์
หลวงพ่อเทศน์
เสียง/วีดีโอ


สมุดเยี่ยม
อ่านข้อความ
ติดต่อทางวัด



วัดอุดมวารี © ๒๐๐๖
     สมบัติของโลก   ๑
     ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
       ร่างกายมันเจ็บมันปวดมันเมื่อย มันเป็นเรื่องของสังขาร ก็ต้องประคับประคองกันไป เอาไว้ปฏิบัติภาวนา ถ้าไม่มีสังขาร ไม่มีแข้งไม่มีขา ไม่มีตนไม่มีตัว ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาปฏิบัติ เมื่อมีแข้งมีขา มีตนมีตัว มันก็เจ็บมันก็ปวด ก็ปฏิบัติไป ตามที่มันมีมันเป็นนั่นแหละ ท่านให้รู้ให้เห็น ความที่มันมี มันเป็นมันเกิดขึ้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทางกายก็ดี ทางจิตก็ดี ผู้ปฏิบัติภาวนา พึงตามดูตามรู้ สิ่งที่มีที่เป็นที่เกิดขึ้น

       คำว่า รู้ ในที่นี้ก็คือ รู้เห็นตามความเป็นจริงของสังขาร รู้เห็นตามความเป็นจริง ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของความวิบัติพลัดพรากจากไป นั่นคือความเป็นจริง ถ้าคนไม่รู้ก็เป็นทุกข์ เจ็บมาก็เป็นทุกข์ ปวดมาก็เป็นทุกข์ ไปไหนมาไหน ไม่สะดวกสบายก็เป็นทุกข์ ที่ทุกข์นั่นเพราะความไม่รู้ ถ้ารู้แล้วย่อมไม่ทุกข์ แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่แก่ ไม่ชรา ความเป็นจริงของเขา เขาก็เป็นของเขาอยู่อย่างนั้น

       ธรรมะ ท่านไม่ได้สอนให้ไปแก้กาย แต่ท่านสอนให้แก้จิต แก้ความรู้สึกนึกคิด ที่มันปรุงมันแต่ง ที่มันยึดมันถือ มันสำคัญมั่นหมาย ในสิ่งที่ตนมีตนได้ ในสิ่งที่ตนไม่มีไม่ได้ ทำยังไง ความรู้จึงจะเกิด ? ที่เราทำบุญทำทาน เรามารักษาศีล มาเจริญภาวนา จุดมุ่งหมายก็คือ ทำปัญญาให้เกิดนั่นเอง ทีนี้ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัย การหมั่นฝึกหมั่นหัดหมั่น ประพฤติปฏิบัติ คือหมั่นให้ทาน หมั่นรักษาศีล หมั่นเจริญภาวนา ให้เอาจิตมากำหนดดู กำหนดรู้ อยู่ที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ให้ดูให้รู้อยู่ตรงนี้ นี่เป็นบ่อเกิดของปัญญา

       ถ้าหากไม่ดู ไม่รู้อยู่ตรงนี้แล้ว ไปดูอย่างอื่น ไปรู้อย่างอื่น ไปพิจารณาอย่างอื่น ไม่ได้มุ่งเข้ามาหา ความสงบสุขของจิตใจ ไปแสวงหา ไปขวนขวาย จิตที่ส่งออกไปข้างนอกนั้น มันเป็นจิตสังขาร ไปหาธรรมะในแบบในตำรา มันไม่มีหรอก มันมีแต่ชื่อของธรรมอยู่ในนั้น ธรรมจริงๆไม่มี ธรรมไม่ได้มีอยู่ในแบบ ในตำรา ธรรมจริงๆ มันอยู่เหนือแบบเหนือตำราอีก อยู่เหนือกายเหนือจิต ดังนั้นการปฏิบัติธรรม ท่านสอนให้มากำหนดดู กำหนดรู้ อยู่ที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี้ เพื่อให้จิตรวมเป็นหนึ่ง เพื่อให้จิตตั้งมั่น เพราะลมสัมผัสได้เฉพาะ ปลายจมูกไปถึงปอดถึงท้อง จะเห็นความยุบความพอง นั่นคือการสัมผัส การรู้ว่า มีลมเข้ามีลมออก จริงๆแล้วเราไม่เห็นหรอก ว่าลมเป็นยังไง ? เพียงแต่เอาความรู้สึก เข้าไปจับดูเฉยๆ เราจะเอาอย่างอื่น ไปจับไปสัมผัสนั้น มันจับไม่ได้สัมผัสไม่ได้ ถ้าไม่มีความรู้สึก ไม่มีจิตรู้ ไม่มีจิตสัมผัส ถึงมีกายอยู่ก็เหมือนไม่มีกาย มีลมอยู่ก็เหมือนมันไม่มีลม


    หน้า ๑ จาก ๘     หน้าถัดไป »






ข้างโบสถ์


หุตฺวา อภาว
มีแล้วหาไม่
เกิดแล้วดับไป