|
|
ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ๓
ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
|
คือถ้าเราชำระความเห็นแก่ตัว ให้ออกไปจากใจของเรา ได้มากเท่าใด เราก็เกิดความสุข ความสบายมากเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้าเราทำบุญ เพื่อหวังอยากได้บุญ เพื่อหวัง อยากร่ำอยากรวย อยากมีความสุขกายสบาย ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะเป็นเหตุ ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะสิ่งต่างๆ ที่เรามีเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ที่เราว่าเป็นสุขนั้น เป็นความสุขที่ เกิดขึ้นจากความสุขที่อิงอาศัย ได้มีที่พึ่งพิง เขาเรียกว่า ความพึ่งที่เกิดขึ้นจากการพึ่งพิง เมื่อไม่มีอะไรให้เราพึ่งพิง ไม่มีอะไร ให้เราพึ่งพาอาศัย ความทุกข์ทั้งหลาย ก็เกิดขึ้น นั่นคือความสุขที่เกิดขึ้นจากการพึ่งพิง ความสุขที่เกิดขึ้นจากการอาศัย ไม่ว่าจะพึ่งพาอาศัย สิ่งใดก็ตาม หรือเขาเรียกว่า ยุคนี้สมัยนี้ เป็นยุคบริโภคนิยม ทุกคนก็มุ่งเข้าไปหาวัตถุ หวังพึ่งพิงวัตถุ เอาชีวิตจิตใจ ไปฝากไว้กับวัตถุ คิดว่าถ้ามีวัตถุมีข้าวของ เงินทองมากๆแล้ว จะเป็นสุข
ถ้าหากว่าเราไม่มีธรรมะ เป็นเครื่องกำกับจิตใจ ต่อให้เรามีมากน้อยแค่ไหนก็ตาม เราจะไม่ได้รับความสุข จากสิ่งเหล่านั้น เหมือนกับการที่เรา ได้พึ่งพ่อพึ่งแม่ พึ่งพี่พึ่งน้อง พึ่งข้าวพึ่งของ พึ่งบ้านพึ่งเรือน พึ่งเพื่อนพึ่งฝูง อะไรก็แล้วแต่ อันนี้เป็นการพึ่งพิงกันได้ บางครั้งบางคราว บางครู่บางขณะเท่านั้น ให้ความสุขความสบายได้ แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะทำให้ เกิดความสุขความสบายใจได้ตลอดไป เพราะความสุขที่เกิดขึ้น จากการพึ่งพิงนี้ เป็นความสุขที่ไม่เที่ยง เป็นความสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปหายไป เมื่อความสุข ดับไปหายไปแล้ว ความทุกข์ความเดือดร้อน ก็เกิดขึ้นมาอีก นั้นถึงว่า ความสุขที่อาศัยการพึ่งพิง
แต่ความสุขที่เราต้องการ ที่เราปรารถนาอยู่ทุกวันนี้ เป็นความสุขที่ ไม่ต้องพึ่งพิงอะไรทั้งหมด เป็นความสุขที่ทำให้เกิดให้มีขึ้นกับ ชีวิตจิตใจของเรา เรียกว่า ความสุขที่เกิดขึ้นจากปัญญา ที่รู้เห็นตามความเป็นจริง ในสิ่งที่เราพึ่งพิงอยู่ในขณะนี้ ว่าอะไรก็แล้วแต่ เราจะได้พึ่งพี่พึ่งน้อง ก็ให้มองเห็นว่า เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นของที่พึ่งได้บางครั้ง บางคราวบางโอกาส หรือพึ่งข้าวพึ่งของ พึ่งเงินพึ่งทอง พึ่งพ่อ พึ่งแม่ อะไรก็แล้วแต่ เป็นสิ่งที่เรา พึ่งพาได้ ในขณะที่เขายังมีอยู่ หรือในขณะที่เรายังมีอยู่ เราก็ได้พึ่งพาสิ่งต่างๆเหล่านั้น แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่มี หรือเราไม่มี ความที่เราจะได้พึ่งพิง หรือเกิดความสุขความสบาย ก็หมดไปหายไป
ฉะนั้น ท่านจึงว่า สิ่งใดที่เรามีอยู่ก็ตาม นับตั้งแต่ ร่างกายสังขารของเรา มีแล้วก็หาไม่ เกิดแล้วก็ดับไป นั้นเป็นของปกติธรรมดา ท่านว่า เราจะพึ่งพิงจิตที่มีปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริงของเราได้ พึ่งพิงสิ่งไหนอะไรก็ตาม เราจะต้องพึ่งพิงด้วยปัญญา ให้รู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริง ที่เรามีเราเป็นนั้น ให้มองเห็นสิ่งต่างๆ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรที่จะเป็นสิ่งที่แน่นอน หรือว่ามั่นคงอยู่อย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ขึ้นชื่อว่า ทุกข์ แล้ว ขอให้เราท่านทั้งหลาย ทำความเข้าใจว่า ทุกข์นั้น ไม่ใช่สิ่งที่มาบีบคั้นจิตใจของเรา ให้ต้อง
เดือดร้อนวุ่นวายอย่างเดียว คำว่า ทุกข์ ถ้าหากว่าแปลให้ มันถูกหลักถูกวิธี หรือตามอักขระอักษรจริงๆแล้วนั้น คำว่า ทุกข์ ตัวนี้ แปลว่า สิ่งที่ไม่ทรงคงที่ คือไม่ทรงอยู่ในสภาพเดิม มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นั้นชื่อว่า ทุกข์
« ย้อนกลับ
หน้า ๓ จาก ๑๒
หน้าถัดไป »
|
|

ทางเข้าวัด
สุขา สทฺธา ปติฏฐิตา
ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว นำสุขมาให้
|
|