หน้าแรก
มุทิตาสักการะ


ประวัติวัด
บทสวดมนต์
หลวงพ่อเทศน์
เสียง/วีดีโอ


สมุดเยี่ยม
อ่านข้อความ
ติดต่อทางวัด



วัดอุดมวารี © ๒๐๐๖
     สำรับกับข้าว   ๓
     ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
       ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เป็นลูกเป็นหลาน เป็นคนเฒ่าคนแก่ เป็นคุณป้าคุณอา คุณน้าคุณยาย หรืออะไรก็แล้วแต่ เราเป็นผู้ที่มีพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่สำคัญ ศาสนาหนึ่งในโลก เราจะต้องมีภูมิใจ ในความเป็นชาวพุทธ แล้วก็ประพฤติตัวปฏิบัติตน ให้เหมาะแก่ความเป็นพุทธบริษัท ให้เหมาะแก่ความเป็นชาวพุทธ คือเราจะต้องเป็นผู้ที่มีชีวิต อยู่อย่างเป็นสุข มีชีวิตเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ทะเยอทะยานมากเกินไป

       คนส่วนมากส่วนใหญ่นั้น ยังหาความสุขจากสิ่งที่ไม่มีนั้นยังไม่ได้ ส่วนมากส่วนใหญ่ ถ้ามีแล้วเราจึงจะเป็นสุข ถ้าเราพินิจพิจารณากันให้ดี มีอะไรกันนั้น มีตัวมีตน มีร่างกายสังขาร มีแข้งมีขา มีหูมีตา ตลอดจนทรัพย์สินเงินทองข้าวของ ที่เราต้องทุกข์ต้องเดือดร้อนกันทุกวันนี้ มันทุกข์เพราะเรามี ไม่ใช่หรือ แต่เรายังหาความสุขในสิ่งที่ตนมีนั้นไม่ได้ คือว่า มีความสุขบ้างก็เป็นความสุขพึ่งพิง ความสุขอิง ความสุขอาศัย ในสิ่งที่ตนมีตนได้

       เมื่อสิ่งที่เรามีเราได้ มันหมดไปหายไป ความทุกข์ก็ปรากฏขึ้น นั่นคือความสุขที่ไม่ถาวร แต่ความสุขที่ถาวรคือ ความสุขที่เกิดขึ้น จากพระธรรมคำสั่งสอน ความสุขที่เกิดขึ้น จากความรู้ความเข้าใจ ที่เราลดละสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เรามีอยู่นั้น ไม่ให้เรามีความยึดมั่นถือมั่น ในของที่ตนมีตนเป็น ในของที่ตนมีตนได้ เป็นความสุขที่เบา เป็นความสุขที่สบาย ที่พูดแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ให้ท่านทั้งหลายมีเราอยู่ แต่จะทำอย่างไร ให้สิ่งที่เรามีนั้น มันเบามันสบาย ไม่เป็นทุกข์ ไม่เดือดร้อน คือหาความสุขในสิ่งที่มันไม่มี ละ ปล่อย วาง ในสิ่งที่เรามีอยู่ ปล่อยวางทางจิต ปล่อยวางทางปัญญา ให้รู้แจ้งเข้าใจ ในสิ่งที่ตนมีตนได้นั้น ว่าเป็นของที่มีอยู่ในโลกนี้เท่านั้น เอาข้ามโลกนี้ไปไม่ได้ เมื่อละจากโลกนี้แล้ว เราก็ไม่มีอะไร สิ่งที่ไม่มีอะไรนั้น คือความสุขที่ยั่งยืน เป็นความสุขที่ถาวร

       คำว่าไม่มีอะไรนั้น ไม่ได้หมายถึงว่าไม่ได้มีอะไรเลย เป็นสิ่งมีที่เกิดขึ้นจากสติและปัญญา เป็นผู้มีปัญญารอบรู้ในกองสังขาร เอาง่ายๆ ของที่เรามีเราเป็นอยู่นี่แหละ มีหูมีตา มีแข้งมีขา มีอวัยวะต่างๆ มีพ่อมีแม่ มีพี่มีน้อง มีสามีภรรยา สิ่งที่เรามีนั้น จะต้องทำอย่างไร เราจึงจะมีความสุข ในสิ่งที่มี เราทำอย่างไร เราจึงจะรู้จะเห็นในสิ่งที่มีนี้ว่า เป็นของที่ไม่มี ทั้งๆที่มันมีอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าเรามองทะลุให้เห็นด้วยปัญญา ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มี ถ้าเรามองเห็นด้วยปัญญาแล้ว ก็จะมีความสุขในสิ่งที่เรามี ถึงมีมันก็เหมือนกับไม่มี มีตัวมีตน มีแข้งมีขา มีหูมีตา มีอวัยวะต่างๆ ก็เหมือนเป็นสิ่งที่มันไม่มี

       เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในอำนาจ ไม่ได้อยู่ในความปรารถนาของเรา นี่คือหลักธรรมคำสั่งสอน แต่ก็ยาก ที่บุคคลทั้งหลาย จะรู้จะเข้าใจ ส่วนมากส่วนใหญ่ เราก็มาแก่งมาแย่งกัน มาเอารัดเอาเปรียบกัน ชิงดีชิงเด่นกัน ในสิ่งที่จะทำให้เกิดทุกข์ ทั้งหลายทั้งปวง มาแก่งมาแย่งกัน ในสิ่งที่พระองค์ทรงละแล้วทรงทิ้งแล้ว พระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ฉลาด ท่านละท่านทิ้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งร่างกายสังขาร บ้านช่องเรือนชาน ยศถาบรรดาศักดิ์ พระองค์ทรงละทรงทิ้ง ทีนี้เรามาแสวงหา เรามาคิดว่าถ้ามีอันนั้นแหละ ได้ลาภได้ยศ ได้ชื่อได้เสียง ได้อะไรต่างๆแล้ว เราคิดไปว่าเราจะมีความสุข เรามองตรงกันข้ามกับพระพุทธองค์


« ย้อนกลับ     หน้า ๓ จาก ๕     หน้าถัดไป »






ศาลาวัด


ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา
ความหิว
เป็นโรคอย่างยิ่ง