หน้าแรก
มุทิตาสักการะ


ประวัติวัด
บทสวดมนต์
หลวงพ่อเทศน์
เสียง/วีดีโอ


สมุดเยี่ยม
อ่านข้อความ
ติดต่อทางวัด



วัดอุดมวารี © ๒๐๐๖
     ปฏิบัติ ทำไม ?   ๔
     ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
       คำว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ถ้าหากเราแพ้ก็เป็นชนะ อย่างหนึ่ง แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร แพ้แล้วสุข แพ้แล้วสบาย ถ้าเราจะเอาชนะเขาแล้ว มีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน ให้พินิจพิจารณาอยู่เสมอว่า เราจะเอาชนะใจตัวเราเอง ไม่คิดจะเอาชนะบุคคลอื่น เรื่องของคนอื่น ก็เป็นเรื่องของเขาคนนั้น เป็นเรื่องของเขาเอง ถึงแม้ เป็นพ่อแม่พี่น้องสามีภรรยา เป็นเรื่องเฉพาะตัว ต้องแนะต้องบอกต้องสอน การบอกการสอนนั้น ต้องสอนตัวเราด้วย

       บอกแล้วสอนแล้ว ถ้าเขาไม่เอา เราจะเป็นทุกข์ไหม ? ถ้าเขาเอา เราจะเป็นสุขสบายหรือไม่? ถ้าบอกแล้วสอนแล้ว เขาไม่ทำตาม เรายังทุกข์ใจอยู่ แสดงว่าเราปฏิบัติธรรมไม่ได้ การปฏิบัติภาวนาของเราไร้ประโยชน์ ถ้าการบอกการสอน เป็นกิริยาเท่านั้น คือถือเป็นกิริยา หรือหน้าที่ที่เราจะต้องบอกต้องชี้แนะ หน้าที่ของพลเมืองที่ดี ชาวพุทธที่ดี เมื่อได้วิชาความรู้มีปัญญาแล้ว ไม่หวงวิชา สั่งสอนบุคคลอื่นไปด้วย เป็นหน้าที่ของสาวกที่ดี เมื่อสอนแล้ว เขาไม่ปฏิบัติตาม ก็อย่าเป็นทุกข์

       พยายามสอนจิตสอนใจเสมอว่า บุญญาบารมีของเรา ยังไม่พร้อมยังไม่แก่กล้า เราสามารถสอนตัวเราได้ แต่เราไม่สามารถสอนคนอื่นได้ เราก็ยินดีพอใจตัวเราเอง ไม่ต้องไปนั่ง เป็นทุกข์วุ่นวาย ไม่ใช่ว่าเราจะเลิกสอน ก็สอนของเราเรื่อยไป สำหรับบุคคลที่พอบอกพอสอนได้ ใครเอาก็เอา ใครไม่เอาก็ไม่เอา ปฏิบัติตามก็ดีไป ไม่ปฏิบัติตาม ก็เป็นเรื่องของเขา ทำใจเราให้สบาย นี่คือหน้าที่ของชาวพุทธ จะต้องทำต้องปฏิบิติ ฉะนั้นถ้าหากเราเป็นนักปฏิบัติธรรม ได้รู้ได้เห็นอะไรก็ตาม ในสิ่งที่เรารู้เห็น ก็พยายามเผยแพร่ ความรู้ความเห็นต่างๆเหล่านี้ โดยเฉพาะสัจธรรม คือความเห็นทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ พยายามชี้แนะ ปฏิบัติให้เห็นจริง เห็นภัยของวัฏฏสงสาร

       ส่วนมากส่วนใหญ่แล้ว คนเราจะเห็นภัยอย่างอื่น เช่น ภัยที่เกิดจากความแห้งแล้ง ภัยจากน้ำท่วม ภัยของลมพายุ ภัยจากไฟไหม้ ภัยจากความตาย ทุกคนมีความกลัวความตาย ตลอดเวลา แต่เราไม่เห็นภัยของชีวิต ภัยของชีวิตทุกคนมักจะมองข้าม ชีวิตจิตใจของเรา ต้องการสิ่งไหนปรารถนาสิ่งใด ก็แสวงหาสิ่งนั้นมาปรนเปรอ ให้แก่ชีวิตร่างกายสังขารของเรา ให้ได้ตามความต้องการปรารถนา ชื่อว่าปรนเปรอชีวิตของเรา เกิดขึ้นมาจะให้อยู่ดีกินดี จะให้ได้ดูสิ่งที่ดีๆ เราก็ถือว่า เป็นกำไรชีวิตแล้ว ที่จริงแล้วสิ่งนั้นไม่ใช่กำไรชีวิต

       ถ้าหากเราเกิดมาเพื่อกินเพื่อนุ่งห่ม อยู่ดีกินดีเท่านั้น ชีวิตนี้ขาดทุน เพราะสิ่งนั้น ไม่ใช่ของจีรังยั่งยืน สมบัติทั้งหลาย จะมีค่าได้ก็ต่อเมื่อเรามีชีวิตอยู่ เมื่อร่างกายสังขารก้อนนี้นั้น ดับหายไปแล้ว สมบัตินี้จะดับหายไปทันที เสื้อผ้าอาภรณ์ ที่สวยงามก็หมดคุณค่า เพชรนิลจินดาที่มีอยู่ ก็หมดคุณค่า ใคร จะให้อะไร ก็ไม่ได้สนใจอีกแล้ว ที่รักที่หวงแหน ก็ไม่เป็นผล ต่อชีวิตเราแล้ว ฉะนั้นเราจะเอาชีวิต ไปฝากไว้กับสิ่งเหล่านี้ ดูไร้ประโยชน์ไร้สาระ เราจะต้องฝากชีวิตของเราไว้กับธรรมะ จึงจะถูกต้อง


« ย้อนกลับ     หน้า ๔ จาก ๗     หน้าถัดไป »






หลวงพ่อใหญ่


ธมฺมจารี สุขํ เสติ
ผู้ปฏิบัติธรรม
ตนเองอยู่เป็นสุข