|
|
เนื้อนาบุญ ๓
ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
|
มาถือบาตร พูดภาษาชาวบ้านก็ว่า มาถือกะลา พูดภาษาที่มันเป็นชาวบ้านหน่อย ก็คล้ายๆกับว่า มาถือขออาหารชาวบ้านเขากิน ถ้าเป็นภาษาพระก็คือ ถือบาตร อุ้มบาตร มาขออาหารจากชาวบ้าน ให้เขาให้กิน ให้ทาน ทั้งๆที่ ชีวิตความเป็นอยู่ในพระราชวัง ในพระตำหนักนั้น เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยอาหารอันประณีต ชีวิตความเป็นอยู่ ก็สะดวกสบาย แล้วใครทำได้ เราไม่ถึงกับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ เราเป็นพสกนิกร เป็นคนธรรมดาสามัญ มีทรัพย์มีสิน มีเงินมีทอง มีข้าวมีของ ให้กินให้ใช้ สดวกสบายก็จริง แต่จะให้สลัดสละ เสียสละอย่างพระองค์ท่านนั้น มีใครทำได้บ้าง
ฉะนั้น ความที่จะได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าก็ดี ความที่จะได้ตรัสรู้ เป็นพระอริยเจ้าทั้งหลายก็ตาม ต้องอาศัย ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ สร้างบุญ สร้างบารมีมามาก แต่ก็ต้องผ่านการให้ทาน ผ่านการรักษาศีล การเจริญธรรมกัมมัฎฐานมา อย่างที่พวกเราท่านทั้งหลาย ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็สร้างสมมา ทีละเล็กทีละน้อย ก่อนที่สลัดสละสิ่งสำคัญเหล่านั้นออกได้ ก็ตั้งแต่การบำรุงคนทุกข์คนยาก คนทุกข์คนยากคนลำบากต่างๆ การช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้พ้นจากความลำบาก ยากแค้นต่างๆนาๆ ทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราได้เอามาคิด มาพินิจพิจารณา แล้วก็ทำกันสืบๆมา จนถึงปัจจุบันนี้
ฉะนั้น การทำบุญให้ทาน จุดมุ่งหมายของเรา ก็คือ เพื่อเป็นการเสริมสร้าง บุญญาบารมีของเรา ให้แก่กล้า เพื่อยังตน ให้พ้นจากวัฏฏสงสาร ถ้าเราไม่สามารถจะทำตน ให้พ้นจากวัฏฏสงสารได้ อานิสงส์ของการให้ทานนี้ ก็จะทำให้เราเกิดขึ้นมา มีความอุดมสมบูรณ์ ในทรัพย์ในสมบัติ หรือเราจะทำมาหาได้ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวง ที่มีอยู่ เป็นอยู่ในโลกนี้ เราก็จะหาได้มากกว่าบุคคลอื่น จะเป็นผู้มีสติ เป็นผู้มีปัญญา ในการทำมาหากิน ในการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ หรือแม้จะมีความอัตคัตขัดสน ในเรื่องที่อยู่ ที่อาศัย ในเรื่องอาหารการกิน แต่ชีวิตจิตใจของ ผู้ปฏิบัติภาวนา ของผู้มีทาน ของผู้มีศีล ก็ย่อมมีความสุขความสบาย มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข เพราะความสุขทั้งหลายทั้งปวงนั้น เกิดขึ้นจากจิตใจ ไม่ได้เกิดขึ้นจากวัตถุภายนอก
วัตถุภายนอกนั้น เป็นเครื่องอาศัย ชั่วครู่หนึ่งขณะหนึ่ง เป็นเครื่องให้ความสะดวกสบาย เราจะมีทรัพย์ มีสิน มีเงินมีทอง มีลูกมีหลาน มีอะไรต่างๆ มากมายสักแค่ไหนก็ตาม แต่ถึงเวลาที่เราจะละร่างกายสังขารนี้แล้ว ทุกอย่างเสมอเหมือนกันหมด เรามาตัวเปล่า เวลาไป เราก็ไปตัวเปล่า สมบัติทั้งหลาย ที่มีอยู่ ถ้าเราไม่สร้าง ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ กับชีวิตของเราในปัจจุบัน ให้เกิดประโยชน์กับสังคม กับครอบครัวแล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ฉะนั้น การหาทรัพย์หาสิน หาเงินหาทอง หาข้าวหาของ เมื่อได้มาแล้ว จะต้องให้ได้ทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์สังคม ตลอดถึงประโยชน์ ของพระศาสนา และประเทศชาติบ้านเมือง นั่นจึงอยู่ที่ว่า การที่เราได้เกิดมาเป็นชาวพุทธ ได้พบพระพุทธศาสนา ได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอน หรือได้เรียน ได้อ่าน ได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราไม่ปล่อยปละละเลย ในความรู้ วิชาปัญญาอันนั้น ให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เราไม่ทำตาม ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ทำสืบๆกันมา และการกระทำทุกครั้ง เราหวังปัญญาให้เกิดขึ้น หวังความรู้ หวังวิชา หวังปัญญา หวังความสุขความสงบ
« ย้อนกลับ
หน้า ๓ จาก ๖
หน้าถัดไป »
|
|

กุฏิสงฆ์
ทุลฺลภา ขณสมฺปตฺติ
ความถึงพร้อมแห่งขณะ
หาได้ยาก
|
|