หน้าแรก
มุทิตาสักการะ


ประวัติวัด
บทสวดมนต์
หลวงพ่อเทศน์
เสียง/วีดีโอ


สมุดเยี่ยม
อ่านข้อความ
ติดต่อทางวัด



วัดอุดมวารี © ๒๐๐๖
     ขึ้นต้นไม้   ๕
     ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
       มันก็เหมือนกับต้นไม้ หล่นลงมาเจ็บเลย มันไม่ใช่ค่อยๆเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน มาเรื่อยๆอย่างนั้นหรอก พอมันตกลงมา ก็เจ็บแล้วเวทนาแล้ว เป็นทุกข์แล้ว มันเป็นอย่างนั้น นี่ก็เหมือนกัน ถ้าไปไล่หา มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคนละเรื่องกัน เรื่องแบบเรื่องตำรา กับเรื่องการประพฤติปฏิบัติภาวนา กับความรู้แจ้งเห็นจริง ทางชีวิตจิตใจ มันเป็นคนละเรื่องกัน แต่ถ้าไม่เขียนไม่บัญญัติออกมา เป็นแบบเป็นอย่าง เป็นตัวอักขระอักษร ให้คนได้ศึกษา อันนั้น มันเหมาะแก่การเรียนการศึกษา เหมาะแก่การค้นคว้า แต่การปฏิบัติภาวนานั้น เราจะให้เป็นอย่างแบบอย่างตำรานั้น มันเป็นไปไม่ได้ มันคนละอันกัน มันจึงทำให้คนเรานั้นไขว้เขว ทำให้คนเรานั้น ฟุ้งซ่านรำคาญมากขึ้น ยิ่งปฏิบัติมาก ยิ่งเรียนมาก ยิ่งอ่านมาก มันก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น

       ฉะนั้นการปฏิบัติภาวนานั้น ท่านจึงว่าให้ตัด,ตัดแบบ ตัดตำราออกให้หมด ที่เราเคยเรียนได้อ่านได้ศึกษามานั้น ตัดทิ้งให้หมด เราอย่าเอามาเป็นอารมณ์ มุ่งเข้าไปหาความสงบอย่างเดียว มันรู้อะไรมันเห็นอะไร มันคิดอะไรมันตรึกอะไร มันตรองอะไร มันใคร่มันครวญอะไร อย่าเอามาเป็นอารมณ์ ตัดทิ้งให้หมด ทำยังไงใจจะสงบ ทำยังไงใจจะหยุด ทำยังไงใจจะนิ่ง ทำยังไงใจจะเป็นเอกัคคตา ทำยังไงใจจึงจะเป็นหนึ่ง ต้องพยายามทำอย่างนั้น ทำให้ใจมันเป็นหนึ่ง ทำให้ใจมันวาง ทำให้ใจมีอุเบกขา จะต้องพยายามทำอย่างนั้น

       อย่าไปคิดอย่าไปกังวลถึงฌานสมาบัติ ถึงนั่นถึงนี่ อย่าไปคิดถึงมรรค ถึงอะไรต่างๆเหล่านั้น ที่เราได้เรียนได้ศึกษามา จิต เจตสิก รูป นิพพาน อย่าไปคิดถึงมัน อาการ ของจิตเป็นอย่างนี้ อาการของจิตเป็นอย่างนั้น อย่าไปคิดถึงมัน จิตมันมีกี่ดวง กี่ดวงก็อย่าไปคิดถึงมัน อันนั้นเป็นเรื่องของอภิธรรม เป็นเรื่องของการเรียนการศึกษา ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติภาวนา ที่จะไปไล่หากิ่งหาก้านหาดอกหาผลอย่างนั้น

       มุ่งเข้าไปหาความสงบอย่างเดียว คือมุ่งเข้าไปหารากแก้วของมันอย่างเดียว มุ่งเข้าไปหาโคนต้นของมันอย่างเดียว ถ้าอยากรู้ว่ามันมี กี่กิ่ง กี่ใบ กี่ดอก กี่ผล ฟันต้นมัน ลงมาเถอะ ไม่ต้องปีนขึ้นไปก็ได้ ไม่ต้องไปค่อยริดค่อยรอนมัน ทีละกิ่งทีละอัน ฟันต้นมันเลย ล้มตึงลงมาหมด ลงมาเถอะ ไม่เหลืออยู่หรอก ไม่เหลือค้างอยู่บนอากาศหรอก ดังนั้นการปฏิบัติภาวนา ท่านจึงว่าให้มุ่งไปหาความสงบ มุ่งเข้าไปหาความเป็นหนึ่งของจิตใจ จะต้องมุ่งเข้าไปอย่างนั้น ทำยังไง ใจจึงจะเป็นหนึ่ง ทำยังไงใจจึงจะสงบ จะต้องพยายามอย่าไปเอาอย่างนั้น อย่าไปเอาอย่างนี้ อย่าไปหวังอะไร ในการปฏิบัติภาวนา อย่าไปหวังให้มันเป็นอย่างนั้น อย่าไปหวังให้มันเป็นอย่างนี้

       ถ้าไปหวังให้มันเป็นอย่างนั้น หวังให้เป็นอย่างนี้ เป็นการส่งจิตออกไปนอก ไม่ได้เป็นมรรค ไม่ได้เป็นผล ไม่ได้เป็นความหลุดพ้นทั้งสิ้น อย่าส่งใจไปนอก อย่าส่งใจไปอื่น ให้มุ่งไปหาความสงบอย่างเดียว ไม่ได้อะไรให้มันได้ความสงบ มันไม่ได้อะไร ให้มันได้ปล่อยได้วาง ให้จิตใจมันปล่อยมันวาง จากร่างกายสังขาร ให้มันปล่อยมันวาง จากทุกข์จากเวทนาต่างๆ ถ้ามันยังมีเวทนาอยู่ คือจิตมันยังไม่ว่าง


« ย้อนกลับ     หน้า ๕ จาก ๑๐     หน้าถัดไป »






ทางขึ้นพระธาตุ


จิตฺตํ วลญฺเชติ สญฺญา
สัญญานั้นหลอกจิต