|
|
คนสุข คนเย็น ๕
ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
|
ธรรมอันตรัสรู้นั้น มีอยู่กับพวกเราทุกคน ทุกคนมี อยู่กับพวกเราทุกคน เหตุให้เกิดทุกข์ ก็มีอยู่ที่ตัวพวกเราทุกคน แล้วการที่จะปฏิบัติให้ตน พ้นจากความทุกข์ มันก็อยู่ที่พวกเราทุกท่าน ฉะนั้น ถ้าเรามาหันหน้า เข้ามาหาการฝึกหัด ประพฤติปฏิบัติ ขัดเกลาชีวิตจิตใจของเราเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาขัด เราขัดของเราเอง พอเราขัดของเราได้แล้ว เราก็รู้ว่า อ๋อ ว่าการขัดใจ การไม่ได้อะไร ใจมันเป็นอย่างนี้เอง
การที่เรา ไม่ทำอะไรตามใจของเรา มันมีคุณ มีค่า มีประโยชน์อย่างนี้เอง เราก็จะรู้คุณค่า ของการขัดเกลาจิตใจของตนเอง เมื่อรู้คุณค่าอย่างนี้ คนอื่นจะมาช่วยขัดมั่ง ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ยินดี เป็นสิ่งที่น่าอนุโมนทนา เพราะเขามาช่วย ขัดเกลากิเลสตัณหาของเรา ตามที่เรากำลังขัดอยู่ เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับเรากำลังขัดหม้อ เรากำลังล้างถ้วย ล้างชาม หรือกำลังขัดบ้าน ถูเรือนอยู่ เมื่อมีคนมาหยิบยื่นมือมาช่วยเหลือ มาช่วยขัดช่วยเกลา เราก็ต้องอนุโมทนาดีใจ ที่มีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ
ถ้าเราทำใจของเราได้อย่างนี้ เพราะ เราก็ตั้งหน้าตั้งตา ขัดเกลากิเลส และตัณหาของเราอยู่แล้ว แล้วมีคนอื่นมาช่วยขัดอีก ก็ยิ่งเป็นเรื่องดี น่าอนุโมทนา ทีนี้เราก็จะได้ ไม่ไปขัดอกขัดใจอะไรกับใคร จะไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวายอะไรกับใคร ถือว่า อะไรต่างๆ ที่เราได้สัมผัสอยู่นั้น มันเป็นเรื่อง ของการขัดเกลา เป็นเรื่องของการ ปฏิบัติภาวนา เพื่อทำให้เราเป็นคนที่ว่า เบาขึ้น มีจิตใจที่เบาขึ้น มีจิตใจที่สบายขึ้น มีจิตใจที่สงบเยือกเย็นมากขึ้น เป็นคนที่ มีเหตุมีผลมากขึ้น อันนั้น ถ้าเราทำได้อย่างนั้น เราพยายามพินิจพิจารณาได้อย่างนี้ เราก็จะเป็นคนที่ใกล้ต่อมรรค ใกล้ต่อผล ใกล้ต่อความหลุดพ้น ใกล้ต่อพระนิพพาน โดยเราไม่ได้อยู่ห่างไกล พระนิพพานนั้น ไม่ใช่ของใกล้ของไกล หรือไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย เป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลาย พอที่จะสัมผัสได้ แต่ถ้าหากว่า เราทำด้วยตัวของเราเอง เราตั้งจิตตั้งใจ ที่จะขัดจะเกลากิเลสและตัณหา ที่มีอยู่ในดวงใจของเรานี้แล้ว ขัดใจตนเองมั่ง พยายามฝึกฝนตนเองมั่ง อะไรต่ออะไรต่างๆ ให้มันเบา ให้มันบาง ให้มันสบาย
รู้ว่าเรามันหนักทางไหน เป็นคนที่มีความโกรธ เป็นคนที่มีความเห็นแก่ตัว เป็นคนที่ชอบ อิจฉาริษยาคนอื่น เป็นคนที่เห็นแก่ได้ เราก็พยายาม ขัดเกลาสิ่งต่างๆเหล่านี้ออกไป
เพราะฉะนั้น การทำบุญทำทาน ด้วยอะไรก็ตาม ก็เพื่อขัดเกลา ความเห็นแก่ได้ ความเห็นแก่ตัวของตน ให้เป็นคนเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนใหญ่ส่วนรวม เห็นประโยชน์ของครอบครัว เห็นประโยชน์ของบุคคลอื่น แล้วก็ช่วยเหลือเกื้อกูล ให้บุคคลอื่นนั้น ได้รับความสุขความสบาย เหมือนอย่างที่เราได้รับ เราได้รับความสุขจากสิ่งไหน เราก็อยากบุคคลอื่น อยากให้บุคคลอื่นที่อยู่ใกล้ตัว ได้รับความสุขความสบาย อย่างที่เราได้มั่ง แต่คนเรา ส่วนมากส่วนใหญ่ ได้รับความสุขอันไหนแล้ว ก็มักจะรัก จะหวงแหนความสุขอันนั้น ไว้กับตน จะไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความสุขที่ตนมีอยู่ ให้แก่บุคคลอื่น
แต่ถ้าความเป็นอริยบุคคล ในเบื้องแรก เบื้องต้น เกิดขึ้นในดวงจิตดวงใจ ของพวกเราท่านทั้งหลายแล้ว ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อันนี้ มันก็จะเกิดขึ้นมาเอง ได้ความดีแล้ว ก็อยากให้บุคคลอื่น มีความดีมั่ง อย่างคุณสุเมธ ที่เป็นหัวหน้านำพาเรามา กราบพระไหว้พระ นำพาเรามาทำบุญสุนทานนี้ ก็เพราะว่า ท่านเป็นคนที่ ได้สร้างคุณงามความดีไว้แล้ว มีจิตใจที่ดีงาม ได้เห็นพระเจ้าพระสงฆ์ ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม เข้าใจในธรรมแล้ว ก็อยากให้บุคคลอื่น ได้มาได้ยินได้ฟัง ได้มากราบมาไหว้ ได้มาทำบุญทำทานมั่ง ถึงจะเหน็ดจะเหนื่อย จะทุกข์ยากลำบากขนาดไหน จะต้องมาแบกภาระ จะต้องมาแก้ปัญหา อะไรต่อมิอะไรต่างๆ เพราะคนที่มาในรถในเรือ ในยานอันเดียวกันนั้น ต่างจิตต่างใจ บางคนก็รู้ธรรม บางคนก็ไม่รู้ธรรม บางคนก็มีความอดทนน้อย บางคนก็มีความอดทนมาก ทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็จะมาลงที่หัวหน้า มาลงที่ผู้นำ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ผู้นำที่มีคุณธรรมแล้ว ก็พยายามแก้ไขปัญหา สิ่งต่างๆเหล่านี้ให้ลุล่วงไป ให้พวกเราท่านทั้งหลาย ได้รับความอบอุ่น ได้รับความดีใจ ได้รับความสบายใจ
« ย้อนกลับ
หน้า ๕ จาก ๖
หน้าถัดไป »
|
|

ระหว่างก่อสร้าง
อาคารหอสมุด
นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ
ความสุขอื่น
ยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี
|
|