|
|
ผ่องแผ้ว เบิกบาน ๓
ธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อคูณ ติกฺขวีโร
|
ส่วนมากส่วนใหญ่ เราก็จะมุ่งไปแต่ในเรื่องของวัตถุ มุ่งไปหาอาหารการกิน มุ่งไปหาเครื่องนุ่งห่ม มุ่งไปหาที่อยู่ที่อาศัย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะไม่ได้พบความสงบ หรือจะไม่ได้พบกับ ความผ่องใสของจิตใจ ทางที่จะทำให้จิตใจผ่องใสได้ ก็คือเรา มาสร้างตัว สร้างตน สร้างบารมี เป็นคนที่รู้จักให้อภัยบุคคลอื่น เป็นคนที่ว่า มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็นพุทธบริษัทที่ดี ของพระพุทธศาสนา คือหมั่นกราบ หมั่นไหว้ หมั่นระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่เสมอ เพราะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นเป็นสิ่งที่ดีเลิศ ประเสริฐกว่าสิ่งอื่นใดๆ ทั้งหลายทั้งปวง ที่มีอยู่ในโลกนี้
บุคคลที่เข้าถึง พระรัตนตรัยแล้ว ย่อมผ่องใสเบิกบาน ย่อมไม่เดือดร้อนวุ่นวาย แต่ถ้าเราเข้าถึงเฉพาะ การกล่าวตามเท่านั้น อันนั้น มันเป็นเพียงแต่กริยา ว่าขอเข้าถึงพระรัตนตรัย แต่ใจเราไม่ถึงพระพุทธ ใจเราไม่ถึงพระธรรม ใจเราไม่ถึงพระสงฆ์ ใจเรายังมีมงคลตื่นข่าวอยู่ ใครเขาว่าอะไรดี ใครเขาว่าอะไรไม่ดี ก็วุ่นวายไปกับสิ่งนั้นๆ โดยไม่มีพระรัตนตรัย คือไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเครื่องคุ้มครอง ชีวิตจิตใจแล้ว ก็ทำให้จิตใจนี้หวั่นไหว ไปกับโลกภายนอก ไม่ว่าโลกนี้จะเป็น อะไรยังไงเกิดขึ้น จะเป็นปัญญาอะไรต่างๆที่เกิดขึ้น ในครอบครัวในสังคม เราก็มักจะหวั่นไหว ไปกับสิ่งนั้น นั่นคือ คนไม่มีพระรัตนตรัยอยู่ในใจ ต่อให้กล่าว พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ก็ตาม ถ้าหากว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ไม่เข้าไปนั่งอยู่ในดวงใจ ของพวกเราแล้ว เราก็จะไม่ปราศจาก ความหม่นหมอง จะไม่ปราศจากความขุ่นข้อง ขัดข้อง ขุ่นเคืองทางชีวิตจิตใจ
บุคคลใด ที่มีพระรัตนตรัย นั่งอยู่ในชีวิตจิตใจแล้ว บุคคลนั้นจะเป็นคนที่ ผ่องใสเบิกบาน ไม่ว่าจะย่างเหินเดินก้าว ทำอะไรอยู่ที่ไหนก็ตาม เป็นคนที่มีความสุขใจ จะกิน ไม่ได้กิน จะนั่งไม่ได้นั่ง จะได้นุ่งได้ห่มตามปรารถนา หรือไม่ได้ตามปรารถนา ใจนี้ก็ไม่เศร้าหมอง ใจนี้ก็ไม่ขุ่นมัว เพราะสิ่งเหล่านั้น เป็นของภายนอก ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะเราเห็นว่า พระรัตนตรัยนั้น สำคัญที่สุด พระพุทธองค์ ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้ละไปแล้ว สิ้นไปแล้วซึ่งกิเลส ทั้งหลายทั้งปวง
อย่างน้อยๆ ถ้าเราได้เรียนพระพุทธประวัติ เราก็จะเห็นว่า พระองค์ทรงละสมบัติทั้งหลาย ที่มวลมนุษยโลกทั้งหลาย ต้องการปรารถนา ละทรัพย์สินเงินทอง ละข้าวละของ ละบ้านละเรือน ละครอบ ละครัว ละสมบัติทั้งหลายที่พึงมี พึงเป็นในขณะนั้น พระองค์ไม่ยอมรับ ไม่ยอมเสวยความสุข อย่างโลกๆทั้งหลายเขาเสวยกัน พระองค์มาเสวยเอาความรู้ เอาวิชา เอาปัญญา คือเสวยเอาความเป็นพุทธะ ที่เกิดขึ้นในดวงใจของพระองค์ พระองค์เอง ก็มีพุทธะอยู่ในใจ เมื่อพระองค์มีพุทธะอยู่ในใจ ก็กลายเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ไม่ว่าพระองค์จะอยู่ที่ไหน จะเสด็จไปที่ไหน โลกนี้จะวุ่นวายอะไรยังไง จะมีคนคิดร้าย ปองร้ายพระองค์ยังไง พระองค์ก็ไม่หวั่นไหว ไม่เดือดร้อน นั่นคือ ความเป็นพระพุทธเจ้า ฐานะที่เราทั้งหลาย ก็เคารพพระพุทธเจ้า นั่นคือ พระพุทธเจ้า เราก็ไม่ควรจะหวั่นไหว ไปกับอารมณ์ ไม่ควรจะหวั่นไหว ไปกับโลกภายนอก เราควรจะเป็นคนที่มี ความยึดมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย อย่างมั่นคง ไม่โยกเยก คลอนแคลน ดิ่งตรงเข้าไปหา พระธรรมคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า อย่างน้อยๆ ก็ขอฝากเอาไว้ ในวันนี้ เป็นวันที่พระพุทธองค์ทรง ตรัสให้คนทั้งหลาย เลิกจากการกระทำความชั่ว แล้วก็ประพฤติคุณงามความดี ทำจิตใจของตนเอง ให้ผ่องใสเบิกบาน ไม่ใช่บานเฉพาะวันนี้วันเดียว ให้บานตลอดไป ตลอดชีวิตที่เรายังมีอยู่ ในพระพุทธศาสนา
« ย้อนกลับ
หน้า ๓ จาก ๔
หน้าถัดไป »
|
|

อาคารหอสมุด
เฉลิมพระเกียรติฯ
จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ
จิตที่คุ้มครองแล้ว
นำสุขมาให้
|
|